วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

เศรษฐกิจไร้พรมแดนหรือชีวิตไร้จุดหมาย...?



“กรรมกรเอ๋ยกรรมกร
ค่ำแล้วจะนอนหนไหน
โรงงานเลิกจ้างทำอย่างไร
หรือใครยังพอมีหนทาง
เรียกร้องค่าแรงก็เท่านั้น
ซ้ำถูกจับห้ำหั่นให้บาดหมาง
แยกสลายพลังขังตาราง
หรือทุกอย่างทุนนิยมข่มขืนเรา”
@@@@@@@@@@@@@@

จากสภาวะเศรษฐกิจที่เสื่อมถอยและอัตราค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในปัจจุบัน ทำให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพ มากบ้างน้อยบ้างตามสภาพของฐานะความเป็นอยู่ของแต่ละบุคคล ขณะนี้อุตสาหกรรมทุกประเภทจะอ้างเรื่องการลดต้นทุนเพื่อให้บริษัทอยู่รอด มีการลดจำนวนพนักงานประจำลง และมีการจ้างงานในระบบเหมาค่าแรงมากยิ่งขึ้นโดยไม่คำนึงว่าคนงานในระบบเหมาค่าแรงเหล่านั้นเขาจะดำรงชีวิตอยู่ได้หรือไม่ ในขณะที่ราคาสินค้าทุกอย่างถีบตัวสูงขึ้นแต่ค่าจ้างของคนงานกลับยังคงเดิม เมื่อมีรายจ่ายที่มากขึ้นทางออกของคนงานเหล่านั้นจะอยู่ที่ไหน? ไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ แต่สิ่งหนึ่งที่มองเห็นในปัจจุบันคือ ในหนึ่งวันเกือบทั้งชีวิตของเขาใช้เวลาไปกับการทำงานไม่น้อยกว่า 12-15 ชั่วโมง เพื่อที่จะหารายได้ให้เพียงพอกับรายจ่ายที่รออยู่ข้างหน้า เมื่อเขาอยู่ในโรงงานเขาก็ถูกปฏิบัติเยื่องทาส กฏหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานไทยมีไม่น้อยกว่า 11 ฉบับ แต่กลับถูกละเมิดจากนายจ้างโดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเองกลับเพิกเฉยกับปัญหาการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฏหมายของคนงาน เมื่อไรที่เขาร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะปฏิบัติต่อเขาเสมือนประหนึ่งว่าเขาเป็นผู้ต้องหาเสียเอง ความไม่จริงจังต่อการบังคับใช้กฏหมายของเจ้าหน้าที่รัฐรวมกับความต้องการกำไรสูงสุดของนายทุน ทำให้ชนชั้นผู้ใช้แรงงานถูกเอาเปรียบกดขี่ขูดรีดอย่างหนักหน่วง โดยที่กลุ่มทุนนั้นไม่เกรงกลัวต่อกฏหมายใดๆ เมื่อใดที่มีการรวมตัวของคนงานเพื่อที่จะลุกมาปกป้องสิทธิ์ให้กับคนงาน แกนนำเหล่านั้นก็จะถูกตั้งข้อหาจากนายจ้างว่า “ไม่ซื่อสัตย์ต่อองค์กร”หรือ “ทุบหม้อข้าวตัวเอง” หรือเมื่อไรที่เรารวมตัวชุมนุมเพื่อปกป้องสิทธิ์ตามกฏหมายหรือเพื่อช่วยเหลือเพื่อนผู้นำแรงงานที่ถูกรังแก เจ้าหน้าที่รัฐก็จะตั้งข้อหาให้กับเราว่า “ทำลายบรรยากาศการลงทุนภายในประเทศ” หรือเป็นต้นเหตุทำให้เศรษฐกิจถดถอย

ในขณะที่อีกซีกโลกหนึ่งซึ่งรียกตัวเองว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว และเป็นกลุ่มประเทศผู้ส่งออกทุนลูกจ้างกำลังเรียกร้องให้ลดชั่วโมงการทำงานต่อวันลงและปรับเพิ่มค่าแรงให้สูงขึ้น เพื่อคุณภาพที่ดีของชีวิต แต่อีกซีกโลกหนึ่งซึ่งเป็นประเทศที่นำเข้าทุนจากต่างประเทศ กลุ่มทุนก็มีการรวมตัวกันและก็มีการพยายามทำทุกอย่างที่จะเพิ่มชั่วโมงการทำงานต่อวันให้มากขึ้นแต่กดค่าจ้างให้ต่ำลง และเร่งกำลังการผลิตต่อวันให้สูงขึ้นโดยใช้คนงานและเครื่องจักรเท่าเดิม โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนงานว่าจะเป็นอย่างไร เป้าหมายของเขานั้นคือ “กำไร” โดยไม่คำนึงว่าหลักของสิทธิมนุษยชนคืออะไร วันนี้กฏหมายคุ้มครองแรงงานฉบับที่ ๒ ซึ่งผ่านการพิจารณาจาก ส.น.ช. หรือกลุ่มคนที่ได้อำนาจมาจากปากกระบอกปืน แต่กลับอ้างความชอบธรรมว่าตนเองทำถูกต้องตามกฏหมาย ก็ได้ผ่านกฏหมายที่ตอกย้ำการละเมิดสิทธิมนุษยชนของนายทุนในประเทศไทย ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฏหมาย ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับที่ ๒ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง “ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ” ซึ่งโดยเจตนารมของการเขียนกฏหมายนั้นเพื่อต้องการให้ลูกจ้างซึ่งทำงานในลักษณะงานที่มีคุณค่าของงานอย่างเดียวกันได้รับค่าจ้างและสวัสดิการอื่นๆ อย่าง “เท่าเทียม” และเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ขณะนี้กฏหมายอยู่ระหว่างรอการบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ๙๐ วัน (ประกาศเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑) กลุ่มนายจ้างมีการจัดสัมมนาหลายครั้งเพื่อหาช่องว่างของกฏหมายในการที่จะกดขี่ขูดรีด และแสวงหากำไรสูงสุดให้ได้ ขณะที่ลูกจ้างนั้นยังไม่รู้เลยว่ากฏหมายเขียนว่าอย่างไรทุกคนยังคงต้องทนก้มหน้าก้มตาทำงานล่วงเวลาวันละหลายชั่วโมง เพียงเพื่อให้มีรายได้มาเพียงพอต่อการดำรงชีพต่อไปวันๆ เท่านั้นเอง เมื่อสอบถามไปที่เจ้าหน้าที่รัฐในฐานะผู้ที่จะต้องนำกฏหมายไปบังคับใช้ก็อ้ำๆ อึ้งๆ ไม่กล้าตอบว่าความหมายของคำว่า “ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ” นั้นหมายความว่าอย่างไร

ระบบการจ้างงานเหมาค่าแรงในปัจจุบันนั้นไม่ได้แตกต่างจากการค้าทาสในอดีตเลย มันเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและวิธีการเท่านั้นเอง ขณะที่กฏหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นกฏหมายพื้นฐานขั้นต่ำที่นายจ้างจะต้องปฏิบัติและจัดให้ลูกจ้าง แต่กลับถูกละเมิดโดยที่ลูกจ้างไม่มีสิทธิ์ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิเหล่านี้ เพราะเมื่อไรที่เขาลุกขึ้นมาถามหาความยุติธรรมหรือความถูกต้อง สิ่งที่ตามมาคือการเลิกจ้าง นายจ้างมองลูกจ้างว่าเป็นเพียงปัจจัยการผลิตอย่างหนึ่งเท่านั้น นายจ้างไม่ได้มองว่าลูกจ้างนั้นเป็นคนมีชีวิตจิตใจมีความรู้สึก หลายครั้งและหลายแห่งเมื่อลูกจ้างเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากการทำงานอย่างทุ่มเทให้กับนายจ้างหลายคนต้องกลายเป็นผู้พิการ แต่นายจ้างกลับตอบแทนเขาด้วยการเลิกจ้างโดยอ้างว่าลูกจ้างประมาทเลินเล่อทำให้นายจ้างได้รับความสียหาย ยิ่งถ้าเป็นคนงานในระบบเหมาค่าแรงก็จะถูกนายจ้างที่เป็นเจ้าของกิจการส่งคืนบริษัทเหมาค่าแรง สุดท้ายนำไปสู่การเลิกจ้างอย่างไม่ใยดีว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรในอนาคตที่มืดมิดนั้น

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นจริงในเขตนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ของประเทศไทย ผมเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้ มีอยู่ทุกแห่งของประเทศไทย วัฒนธรรมดีๆ ที่เราเคยภูมิใจเรื่องการโอบอ้อมอารีย์และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันหาไม่มีอีกแล้วในสังคมของ “คนกินคน” ขณะนี้ จึงเป็นคำถามที่ยังติดค้างคาในใจของผมอยู่เสมอว่า“นี่หรือคือการพัฒนา...?”

ด้วยความสมานฉันท์